แผ่นดินน้อยใหญ่กลางทะเลจำนวนมากมายล้วนได้รับการสำรวจและศึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นที่ทำกินของประชากรหลายต่อหลายเกาะได้กลายเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำจำพวกสัตว์ทะเลที่อาศัยน้ำเค็มเป็นแหล่งยั่งชีพและมีชีวิตอยู่ทั้งโดยธรรมชาติและการเสริมสร้างเติมแต่งขึ้นมาจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์น้ำทะเลให้เพิ่มปริมาณและไม่สูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำทะเลของอ่าวไทย
เกาะพิทักษ์เป็นหนึ่งในจำนวนเกาะทั้งหมดเหล่านี้อีกหนึ่งเกาะรวมอยู่ด้วยแต่ทว่าค่อนข้างที่จะแตกต่างไปจากเกาะอื่นๆด้วยความเรียบง่ายอันโดดเด่น ทำให้การเยือนเกาะพิทักษ์ในรูปแบบการท่องเที่ยวโฮมเสตย์ครั้งนั้นช่างแตกต่างกับครั้งใดๆที่ผ่านมา
มิถุนายน๒๕๕๐ ยังไม่ทิ้งความร้อนระอุ แต่ปีนี้ถูกบรรเทาลงด้วยลมทะเลใต้ เพียง๑๐ นาทีจากแผ่นดินใหญ่ของต.บางน้ำจืดอ.หลังสวนเราก็เหยียบเกาะพิทักษ์ เกาะที่เสียงเล่าขานปากต่อปากมาถึงหูพวกเราว่า เป็นเกาะที่ยังคงเอกลักษณ์วัฒนธรรมแบบฉบับหมู่บ้านชาวประมงปักษ์ใต้ไว้อย่างเข้มข้น และเข้มแข็ง
เข้มข้นนั้น เรากระจ่างตั้งแต่ก่อนมาเยือน เจ้าหน้าที่ของเกาะโทรแจ้งเราล่วงหน้าว่า หากเราเดินทางมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนของทุกปี เราจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิถีประมงอย่างเต็มที่นัก เพราะชาวเกาะจะพร้อมใจกันหยุดทำการประมงเนื่องจากเป็นฤดูที่ปลาวางไข่โดยเฉพาะปลาทูที่มีเป็นจำนวนมากในบริเวณรอบเกาะ เพื่อนเราผู้รับสายจากเจ้าถิ่นเผลอหลุดปากถามไปอย่างเสียมารยาทว่า หยุดจับปลาตั้ง ๓ เดือนแบบนี้แล้วชาวบ้านจะกินอะไรกัน ต้นสายซึ่งเราทราบภายหลังว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านปล่อยหัวเราะเสียงดังจนคนถือสายตกใจ พร้อมทิ้งไว้สั้นๆไว้ว่ามาเยี่ยมเราเดี๋ยวก็รู้เอง
ตอนนั้นพวกเราไม่รู้อะไร นอกจากรู้สึกถึงสำนึกรับผิดชอบและการยอมรับข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้าน การให้ชาวประมงทั้งเกาะหยุดหาปลา๓ เดือนได้ แสดงถึงการให้ความรู้ความเข้าใจถึงวิถีธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ทางทะเล และบ่งบอกวิถีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงของชาวเกาะพิทักษ์ได้เป็นอย่างดี
ความโดดเด่นของเกาะพิทักษ์คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านสภาพบ้านเรือนเป็นไม้ใต้ถุนสูงส่วนใหญ่ปลูกอยู่ชายเกาะและกระจายตามเกาะบ้างเล็กน้อยทุกคนจะอยู่กันฉันพี่น้องให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน วัฒนธรรมการ "ส่งแกง"ยังมีให้เห็น บ่งบอกถึงความเป็นญาติมิตร ถึงแม้บนเกาะจะไม่มีโรงเรียน ไม่มีวัดไม่มีรถวิ่ง ไม่มีสถานที่ราชการแม้แต่แห่งเดียว แต่ทุกคนก็ปกครองกันเองได้เพราะคนที่นั่นเขาเชื่อฟัง "ผู้นำ" และมีความละอายเกรงกลัวต่อการกระทำผิด "กฎ"ของเกาะที่ทุกคนร่วมกันตั้งไว้
คืนแรกที่เกาะพิทักษ์ผ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลจากกรุงเทพฯและเรื่องราวเก่าก่อนของเกาะจากปากเด็กวัยซน๔-๕ ที่นั่งล้อมพวกเรามาตั้งแต่มื้อเย็น
ที่มาของชื่อเกาะนี้ไม่มีบันทึกไว้เป็นหลักฐานเป็นเพียงการเล่าขานสืบต่อกันมาว่าน่าจะมาจากเหตุการณ์ที่เล่าว่าในสมัยก่อนนั้นมีเรือสำเภาบรรทุกสินค้าผ่านมาถึงเกาะมีเสียงตะโกนเรียกให้ขึ้นไปบนเกาะเมื่อขึ้นไปแล้วปรากฏว่าไม่มีคนตามที่ได้ยินเสียงจึงคิดว่าเป็นเสียง"ผีทัก"หรือน่าจะมาจากเหตุการณ์ที่เล่าว่าการที่ได้มีเรือสำราญบรรทุกสินค้าและเรือของชาวประมงที่ออกหาปลาในท้องทะเลยามใดที่มีลมพายุฝนตกหนักเหล่าบรรดากลาสีเรือต่างก็ใช้เกาะแห่งนี้เป็น"ที่พัก"เพื่อความปลอดภัย
จากเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดก็กลายมาเป็นชื่อของหมู่บ้านในที่สุดทุกคนมีความเห็นว่าคำว่า "พิทักษ์" มีความหมายที่เป็นมงคลผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะจะได้รับการป้องรักษาให้รอดพ้นจากสิ่งร้ายที่จะมาทำลายได้จึงให้ใช้ชื่อว่า"บ้านเกาะพิทักษ์" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
พวกเราค่อนข้างประหลาดใจเล็กๆเมื่อรู้ว่าเจ้าตัวจ้อยๆทั้งหลายนี้อยู่ในกลุ่มอนุรักษ์กลุ่มๆนี้จะคอยสอดส่องดูแลหวงห้ามไม่ให้เกิดการละเมิดกฎพร้อมกันนั้นก็จะร่วมกันเพาะพันธุ์สัตว์น้ำปล่อยลงสู่ทะเล คืนแรกของเราจึงได้รับฟังประสบการณ์ "ล่าตระเวณ" ชายฝั่ง อันภาคภูมิใจของพวกเขา
ที่นี่ไม่มีแสงเสียงอะไรให้บันเทิงใจ นอกจากธรรมชาติ ยามดึกก็ฟังเสียงนกกางเขนและนกบินหลาเปล่งเสียงร้องขับกล่อม บางคืนก็นอนกับชาวบ้านบางคืนก็กางเต็นท์นอนข้างชายฝั่งหรือกลางเกาะชาวบ้านที่นี่ให้ความเป็นกันเองและรับรองความปลอดภัย
สองสามวันต่อมา เราเริ่มรับรู้ข้อมูล เรื่องราวและการดำเนินชีวิตของชาวเกาะพิทักษ์มากขึ้นเรียนรู้การพัฒนาชุมชนของชาวบ้านเกาะพิทักษ์ ทางสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอหลังสวนได้เข้าไปร่วมในการจัดเวทีประชาคม ให้ความรู้ พัฒนาอาสาสมัครและผู้นำเมื่อปี ๒๕๓๘
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.)ด้วยงบประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ บาทเพื่อให้ประชาชนยืมไปลงทุนประกอบอาชีพโดยมอบอำนาจให้คณะกรรมการกองทุนโครงการกข.คจ.ประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านที่ได้มาจากการจัดเวทีประชาคมคัดเลือกกันขึ้นมาเองเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนมากจะยืมไปเป็นทุนต่อเรือเพื่อทำการทำประมงแต่ก็ไม่เพียงพอเพราะต้นทุนการต่อเรือสูง
แต่นอกจากนี้ ยังมีโครงการและกองทุนอื่นๆสำหรับพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อาทิ กองทุนพัฒนาประมงชายฝั่งทะเล โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน โครงการตลาดกลางสัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มต่างๆของชาวบ้านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบเกื้อกูลกัน
โดยโครงการที่ประสบความสำเร็จมากโครงการหนึ่งคือการจัดตั้งสหกรณ์ของหมู่บ้าน โดยชาวบ้านทุกคนกว่า๔๐ หลังคาเรือนจะถือหุ้นของสหกรณ์และสหกรณ์จะเป็นเหมือนพ่อค้าคนกลางที่ชาวบ้านร่วมกันบริหารและดูแล สหกรณ์คือคำตอบของทั้งผู้ที่ต้องการขายและต้องการซื้อของจำเป็นทุกอย่างบนเกาะ เมื่อถึงคราวปันผลก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าทุกคนจะมีรายได้จากสหกรณ์ โครงการต่างๆเหล่านี้ทำให้ประชากรลดภาวะการเป็นหนี้สินกับนายทุนหรือพ่อค้าคนกลาง และทุกวันนี้ชาวเกาะพิทักษ์มีรายได้พ้นเกณฑ์ จปฐ. คือเกิน๒๕,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี อาจดูน้อยนิดเหลือเกินสำหรับคนเมืองผู้ฟุ้งเฟ้อ แต่สำหรับที่นี่ การดำเนินชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่าย ประหยัด ไม่มีใครต้องการถนน ไม่มีใครต้องการรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ใช้ชีวิตแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยทั้งกับคนในหมู่บ้านและกับธรรมชาติ ร่วมมือกันมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ความร่ำรวยของพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องวัดกันที่ตัวเลขที่คนภายนอกกะเกณฑ์บ่งชี้ความรวยจนแต่อย่างใด
เมื่อวิเคราะห์เชิงสังคมวิทยาแล้วน่าสงสัยว่าชาวเกาะพิทักษ์รอดพ้นจากกระแสโลกปัจจุบันได้อย่างไร ทั้งๆที่ทางภาคใต้มีเศรษฐกิจความเป็นอยู่ดี มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายแต่สภาพสังคมหรือวิถีชีวิตของชาวชนบทยังคงมีเหลือไว้ให้เห็นอยู่ที่บนเกาะพิทักษ์และเขาทุกคนก็ไม่ต้องการความเจริญเหล่านั้น
พวกเรามีโอกาสได้เข้าร่วมการประชุมของหมู่บ้าน ซึ่งจัดเป็นประจำเดือนละ๒ ครั้ง เพื่อชี้แจง ให้ข้อมูลความรู้ข่าวสาร และความเป็นไปต่างๆของหมู่บ้าน วันประชุมจะเป็นวันที่ทุกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกันรับฟัง บอกเล่าและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสามัคคี ซึ่งพวกเราไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งแบบนี้จากที่ไหนอีก
เราจึงไม่ค่อยแปลกใจกันนัก เมื่อได้รับรู้จากผู้ใหญ่บ้านว่า เกาะพิทักษ์ เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด และเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ชายฝั่งทะเลดีเด่น ทำกิจกรรมมากมายเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เรียกได้ว่าเป็นเสมือนบ้านหลังเดียวของพวกเขา
เมื่อคืนที่นั่งร่ำลากันช่วงอาหารค่ำ เจ้าตัวเล็กคนหนึ่งเขย่าแขนข้าพเจ้า อีกมือก็ชี้ไปที่หินก้อนโตก้อนเดียวซึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ชายฝั่ง ด้านตรงข้ามทางขึ้นเกาะ หินใหญ่ก้อนนั้นสูงกว่า๔ เมตรรายล้อมด้วยกรวดหินและเม็ดทรายเกลียวคลื่นขึ้นมาโอบกอดเป็นระยะๆ ไม่ว่าใครได้เห็นก็คงไม่เว้นจะสงสัยว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ครั้นก่อนจะเอ่ยปากถาม เจ้าตัวเล็กก็เอ่ยปากแผ่วเบาแทบกระซิบ ได้ความว่า พ่อบอกว่ามันร่วงมาจากฟ้า วันหนึ่งมันจะกลิ้งมาทับคนบนเกาะ หน้าตาเอาจริงเอาจังของเจ้าหนูคนนี้ทำเอาพวกเรางงกันอยู่พักหนึ่ง ซักไปซักมาเราก็ยิ้มกันออกได้
หินจะกลิ้งมาทับคนบนเกาะเมื่อวันที่พ่อจับปลาไม่ได้...
ยามเช้าของวันสุดท้ายบนเกาะ คลื่นทะเลกระทบกับแสงแดดเกิดประกายแสงระยิบระยับตา บรรดาเด็กๆทั้งชายหญิงอยู่ในชุดนักเรียน มือหนึ่งถือกระเป๋าหนังสืออีกมือถือรองเท้ายืนเป็นกลุ่มอยู่ที่สะพานท่าน้ำรอเรือนำพาข้ามเมื่อถึงชายฝั่งจะต้องลงจากเรือเดินลุยน้ำทะเลขึ้นบกล้างเท้าด้วยน้ำจืดแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วนั่งรถไปโรงเรียนเช้านั้นเราก็ออกไปจากเกาะพร้อมกัน เสียดายที่ไม่มีโอกาสรอเวลาหน้าน้ำแห้ง เพราะเราสามารถเดินกลับขึ้นแผ่นดินใหญ่กันได้เลยทีเดียว
เย็นวันนั้น พวกเรายังอยู่บนรถเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่พวกเราก็รู้ดีว่า ตอนนี้เจ้าตัวเล็กและเด็กๆบนเกาะกำลังช่วยกันเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่บ่อในหมู่บ้าน เพื่อเตรียมปล่อยลงสู่ทะเลในสุดสัปดาห็ที่จะมาถึง แม้เด็กน้อยคนหนึ่งจะยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรมากนัก แต่เราก็มั่นใจว่าเขาต้องตั้งใจกับการดูแลลูกปลาในบ่อมากๆ เพราะเจ้าตัวเล็กคงกลัววันนั้นจะมาถึง
วันที่หินก้อนนั้นจะกลิ้งมาทับหมู่บ้านของเขา.